เราอาจจะเคยได้เจอคำถามว่า “อยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องเรียนคณะอะไร” คำตอบก็คือ เรียนในสายไอที ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, วิศวกรรมซอฟต์แวร์, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ, วิทยาศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์,เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ปัจจุบันมีเครื่องมือที่เราสามารถพัฒนาโปรแกรมได้ง่ายมากขึ้น ไม่ต้องเริ่มต้นเขียนโค้ดตั้งแต่ต้นจนจบเอง ผมมีเพื่อนจบหมอ มีงานอดิเรกเป็นโปรแกรมเมอร์ก็มีครับ แต่การเรียนที่ดีนั้นเราควรที่จะต้องเริ่มต้นจากพื้นฐานที่ดีก่อน
ก่อนที่เราจะเลือกว่าเราจะเรียนคณะหรือสาขาอะไรดี ผมว่าเราควรที่จะรู้ก่อนว่าเราชอบหรือ รักที่จะทำงานประเภทนี้หรือไม่ ลักษณะนิสัยของโปรแกรมเมอร์ จะต้องหมั่นศึกษาอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุดยั้ง จริงๆ มีเรื่องใหม่ๆ มาเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ศึกษาเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ เราก็จะตกเทรนด์เทคโนโลยี ไม่ทันเทคโนโลยี ใหม่ๆ ชอบคิด ชอบแก้ปัญหา(ตรรกศาสตร์) ภาษาอังกฤษก็สำคัญนะครับ ต้องได้บ้าง คำสั่ง โค้ดต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ถ้าเรารู้ความหมายก็จะเข้าใจได้เร็วยิ่งขึ้นครับ คำสั่ง หรือ ฟังก์ชัน ต่างๆ ใช้ภาษาอังกฤษที่มีความหมายอยู่แล้ว แทบทุกตัวสำหรับคนที่เก่งภาษาอังกฤษแล้ว ข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งก็คือ เทคโนโลยีใหม่ๆ กว่าจะเข้ามาถึงบ้านเรา หรือ กว่าจะมีคนแปล หรือ เขียนหนังสือออกมาเป็นภาษาไทย อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ถ้าเราสามารถที่จะทำการอ่าน Text Bookได้จะเป็นการดีเป็นอย่างมาก
สำหรับการเริ่มต้นในการเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือ เขียนโปรแกรมเราควรจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ การเขียน Flowchartแล้ว Flowchart คืออะไร ก็คือเป็นการนำเอารูปภาพ หรือ สัญลักษณ์มานำเสนอขั้นตอนการทำงานของระบบ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เมื่อเราสามารถที่จะทำการเขียน Flowchart ของระบบตามที่เราต้องการแล้ว เราอาจจะลองแปลงจากFlowchart ไปเป็นให้ไปเป็น Pseudo Code ความหมายของ Pseudo Code ก็คือ การเขียนโปรแกรม ซึ่งคำสั่งที่เราใช้นั้นจะยังไม่ใช้คำสั่งที่ใช้กับคอมพิวเตอร์จริงๆ
เมื่อเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Flowchart และ Pseudo Code เรียบร้อยแล้ว เราสามารถลองฝึกตัวเองได้โดยเริ่มจากระบบง่ายๆ สิ่งที่เกิดในชีวิตประจำวันของเรา เช่น การต้มมาม่า, การอาบน้ำ, การซื้อตั๋วรถไฟฟ้า เพิ่มระดับความยากไปเรื่อยๆ โดยเขียนเป็น Flowchart และ Pseudo Code ก่อน เพื่อฝึกกระบวนการคิดของเรา สำหรับผู้เริ่มต้น การเขียนสองอย่างนี้ก่อนเป็นกระบวนการที่ดีมาก
หลังจากนั้นเราก็สามารถที่จะเริ่มในส่วนของการเขียนโปรแกรมได้แล้ว โดยทั่วไปแล้วจะนิยมเริ่มต้นการเขียนโปรแกรมกัน ด้วยการภาษา C กันเป็นส่วนใหญ่ น่าจะเป็นเพราะภาษา C เป็นภาษาที่สามารถศึกษาได้ง่าย มี Source code ให้ศึกษาเยอะ เครื่องมือในการเขียนก็ง่ายๆ การสั่งให้โปรแกรมทำงาน (Compile) ก็ไม่ยุ่งยากมาก ในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มด้วยภาษา C เช่นกัน หลังจากนั้นเราก็สามารถพัฒนาเป็นภาษาอื่นๆ ต่อไป เช่น VB, VB.Net, ASP, ASP.Net, PHP ได้ไม่ยาก เมื่อเราสามารถที่จะทำการเขียนโปรแกรมได้แล้ว อาจจะยังไม่เพียงพอ เราจะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ให้มีความซ้ำซ้อน เพิ่ม ลบ แก้ไขได้ง่าย และ เป็นมาตรฐาน นั่นก็คือเราจะต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับฐานข้อมูล อีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโปแกรม มาถึงจุดนี้แล้วการที่จะศึกษาต่อไปไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอีกแล้ว ซึ่งจะมีส่วนอื่นที่จะให้เราศึกษาอีกมากมาย ที่กล่าวมาเป็นเพียงเบื้องต้นสำหรับการเริ่มเขียนโปรแกรมเท่านั้น
สุดท้าย สิ่งที่ยังไม่ได้คำตอบมานานสำหรับการเป็นโปรแกรมเมอร์ก็คือ ทำไมโปรแกรมแรกของแต่ละภาษาจะต้องเป็นโปรแกรม Hello world ทำไมไม่ Hello อื่นๆ ไม่เป็นโปรแกรมอื่น ลักษณะนิสัยที่คนภายนอกมองโปรแกรมเมอร์ ก็คือเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง พูดภาษาคนไม่ค่อยรู้เรื่อง จริงหรือ และโปรแกรมเมอร์จะไม่ชอบทำคู่มือการใช้โปรแกรม (แล้วใครจะมาทำให้เค้าไม่ได้เขียนโปรแกรมนี้มา) ไม่ชอบคุยกับลูกค้า (อาจจะเป็นเพราะพูดภาษาคนไม่รู้เรื่องอย่างที่คนภายนอกเห็นจริงๆ) อีกส่วนที่สำคัญมากคือ การเขียนโปรแกรมที่ดีจะต้องมี comment เสมอ แต่โปรแกรมไม่ชอบเขียนcomment ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะเป็นเหมือนกันหรือปล่าว ?